Get Adobe Flash player
Highlighter
ชีวิตแห่งความเชื่อที่เต็มขนาด »ชีวิตแห่งการเชื่อฟัง และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน ฟิลิปปี 2:8 มีคำถวามว่า “ความเชื่อคืออะไร?” ความเชื่อเกิดผลได้อย่างไร? มีผุ้ให้คำจำกัดความของคำว่า ความเชื่อคือ เรดาร์นำทางให้มองเห็นผ่านม่านหมอกได้ (คอรรี่ เทนบูม) ความเชื่อ หมายถึง การดำเนินชีวิตในแนวทางซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้สำหรับเราทั้งหลายตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้แล้ว ฮีบรู 11:6 กล่าวว่า “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่” สิ่งสำคัญต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ สิ่งสำคัญต่อมา พระเจ้าจะปูนบำเหน็จแก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์อย่างจริงใจ เราทั้งหลายไม่อาจเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าได้ ถ้าขาดความเชื่อ อาเมน ความเชื่อ คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง (ฮีบรู 11:1) ความเชื่อคือ หลักฐาน ความแน่ใจ และรูปภาพแสดงให้รู้ว่าสิ่งที่เราไม่เห็นนั้นมีอยู่จริงๆ ความเชื่อจะเปลี่ยนสิ่งที่หวังให้กลายเป็นความจริง อาเมน เมื่อเราเชื่อฟังพระวจนะพระเจ้า เราสามารถยืนหยัดอยู่บนพระวจนะนั้นโดยปราศจากข้อสงสัย ความเชื่อแท้ทำให้เรารุ้ว่าจะเกิดผลอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องท้าทายชีวิตของเราอย่างมาก และจะทำให้เราเชื่อว่าคำตอบจะเป็นจริง สิ่งนี้จะช่วยเปิดทางให้พรพะเจ้าทำการอัศจรรย์อย่างเกิดผลในชีวิตเรา อาเมน กลับมาพระธรรมฟิลิปปี พระธรรมตอนนี้บอกว่าพระคริสต์ยอมเชื่อฟัง กระทั่งถึงความตาย พระธรรมตอนนี้กำลังอธิบายหนทางเข้าสู่ชีวิตแห่งการเชื่อฟังอย่างเต็มขนาด ชีวิตแห่งการเชื่อฟังจำสำเร็จได้นั้น ความเชื่อต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจน คัมภีร์บอกว่าพระองค์ได้ทรงเชื่อฟัง จนถึงความมรณา ไม่มีพระองค์อื่นสำหรับเรา หรือการเชื่อฟังใดๆ ที่พระเจ้าทรงพอพระทัย หรือเป็นแบบอย่างให้เราทำตาม หรือ ครูที่สอนเรื่องการเชื่อฟังให้เราได้อีกแล้ว เหตุที่คริสเตียนต้องทุกข์ทรมาน เพราะว่าเขาไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไขไว้ตั้งแต่แรกมีกษัตริย์ผู้หยิ่งผยององค์หนึ่ง พร้อมกองทัพยิ่งใหญ่ ต้องการให้กษัตริย์ประเทศเล็กๆ แต่กล้าหาญยอมตัวเป็นทาส เมื่อส่งทุตไปบอกข่าว กษัตริย์ผู้กล้าหาญประเทศเล็กๆ จึงเรียกทหารคนหนึ่งเข้ามา แล้วสั่งให้เขาทำร้ายตัวเอง ทหารคนนั้นทำตามคำสั่งทันที ไม่ลังเล ไม่มีข้อสงสัย แล้วทหารคนที่สอง คนที่สามก็ทำอย่างเดียวกัน เชื่อฟังคำสั่งอันประหลาดนั้นทันที แล้วกษัตริย์ก็หันไปบอกกับทูตว่า “เจ้าจงกลับไปรายงานเจ้านายว่า เรามีทหารอย่างนี้สามพันคน ให้เจ้านายของเจ้ายกทัพมาทันทีเลย” กษัตริย์องค์นี้สามารถพึ่งพาทหารที่ทำตามคำสั่งอย่างไม่กลัวตายได้ พระเจ้าประสงค์การเชื่อฟังเช่นนี้จากเราทั้งหลายเหมือนกัน เป็นการเชื่อฟังที่พระคริสต์ได้ทรงเป็นแบบอย่างและสอนเรา นี่คือเป้าหมายการเชื่อฟังที่เราต้องทำให้ได้ พระคัมีภร์ตอนนี้สอนบทเรียนเรา 3 ประการดังนี้ ประการที่หนึ่ง ยอมรับในความอ่อนแอของมนุษย์ ความอ่อนแอในมนุษย์ทำให้เกิดการสงสัย การสงสัยคือการไม่เชื่อฟัง และการไม่เชื่อฟังคือความบาป ดังนั้นตองยอมสารภาพและขจัดความอ่อนแอคือการไม่เชื่อฟังออกไป ผู้พยากรณ์ในพระคัมภีร์เยรีมีห์ กล่าวถึงประชากรของพระเจ้าที่ไม่เชื่อฟังมากที่สุด พระเจ้าตรัสว่า “จงไปประกาศถ้อยคำเหล่านี้ ไปทางเหนือกล่าวว่า พระเจ้าตรัสว่า อิสราเอลผู้กลับสัตย์เอ๋ย กลีบมาเถิด เราจะไม่มองดูเจ้าด้วยความกริ้ว เพราะเราประกอบด้วยพระกรุณาคุณ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะไม่กริ้วเจ้าเป็นนิตย์ เพียงแต่ยอรับความผิดของเจ้าว่าเจ้าได้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า การกลับใจใหม่โดยไม่สารภาพความผิดก็ไม่อาจรับการยกโทษได้ และไม่อาจปลดปล่อยให้คนนั้นมีพลังเอชนะอำนาจบาปได้ นอกจากจะสารภาพและกลับใจใหม่อย่างแท้จริง เมื่อสารภาพแล้วต้องเลิกทำอีก และมอบให้พระคริสต์ชำระหมดจด นี่เป็นทางเดียวที่เราสามารถเข้าสู่วิถีแห่งการเชื่อฟังอย่างเต็มขนาดได้ และทำให้การเชื่อฟังบรรลุเป้าหมายได้ ประการที่สอง การถ่อมด้วยการเชื่อฟัง เราต้องเข้าใจอย่างท่องแท้ว่า อะไรคือการเชื่อฟัง? การเชื่อฟังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความบาปที่รู้แล้วแต่ยังทำอยู่ ชีวิตของเราที่กำลังเดินทางแห่งความเชื่อฟังแท้จริง เราอาจไม่สามารถควบคุมความคิดให้บริสุทธิ์ได้ตลอดเวลา หรือปฏิเสธคำชักชวนของความหยิ่งผยอง ความคิดไม่ดี ซึ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติบาปที่ควบคุมได้ยาก และไม่อาจป้องกัน หรือกำจัดออกไปได้ง่ายๆ ด้วยความตั้งใจของเราเองได้ หากแต่จะหลุดพ้นได้ด้วยการเชื่อฟัง การชำระด้วยพระโลหิตอันทรงฤทธิ์และการสถิตอยู่ด้วยของพระคริสต์ เมื่อธรรมชาติบาปผุดขึ้นมาในชีวิต เราสามารถทำได้คือ ต้องรู้สึกรังเกียจ สะอิดสะเอียนต่อความบาปนั้น และวางใจในพระโลหิตพระคริสต์ที่สามารถชำระและรักษาเราให้สะอาดได้ ชีวิตคริสเตียนต้องที่เชื่อฟังพระเจ้า แน่นอน พระบิดาต้องการให้บุตรของพระองค์เชื่อฟังพระองค์ในแต่ละวัน หรือแต่ละชั่วโมง พระองค์ทรงดูว่าเราได้ตั้งใจทำตามคำสั่งที่เรารู้ดีทุกข้อหรือไม่ ทรงดูว่าเราได้ตั้งใจเรียนรู้จักการทำตามน้ำพระทัยพระองค์หรือเปล่า? เมื่อเราซึ่งเป็นลูกของพระองค์ทำอย่างนี้ด้วยความถ่อมตนด้วยความเชื่อ และความรัก พระองค์ก็ยอมรับว่าเราได้เชื่อฟังแล้ว และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำเราเข้าสู่พระคุณของพระเจ้าด้วยการถ่อมใจโดยการเชื่อฟัง และชีวิตแห่งการเชื่อฟังจะเต็มไปด้วยพระคุณพระเจ้าเสมอ มีเรื่องเล่าว่าทหารของนโปเลียนว่า เมื่อแพทย์กำลังผ่าตัดเพื่อเอาหัวกระสุนออกจากหัวใจ ทหารคนนั้นร้องเสียงดังว่า “ผ่าลึกลงไปอีก แล้วคุณจะพบว่ากระสุนฝังลึกอยู่ตรงนั้น” พระบัญญัติพระเจ้าก็ถูกฝังไว้ในตัวเราทั้งหลายลึกที่สุดหรือไม่ เมื่อคิดถึงความเชื่อ ทั้งดาวิด และพระเยซูคริสต์ได้กล่าวว่า “ข้าพระองค์ปิติยินดีที่กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์ พระธรรมของพระองค์อยู่ในจิตใจของข้าพระองค์” (สดุดี 40:8) ความเชื่อเช่นนั้นทำให้เรามั่นใจว่า การเชื่อฟังพระเจ้าเป็นไปได้ และจะช่วยให้เราบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมาย ประการที่สาม ยอมจำนนด้วยการเชื่อฟังเพื่อบรรลุเป้าหมาย พระเจ้าตรัสว่า ลูกหลานที่กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด เราจะไม่มองดูเจ้าด้วยความกริ้ว เพราะเราเป็นนายของเจ้า เราจะรับเจ้าจากเมืองและจากตระกูลละคนสองคน และเราจะนำเจ้ามาถึงศิโยน และเราจะให้ผู้เลี้ยงแกะคนที่พอใจเราแก่เจ้า ผู้ซึ่งจะเลี้ยงเจ้าด้วยความรู้และความเข้าใจ” (เยเรมีห์ 3:14-15) นั่นคือ อิสราเอลเคยเป็นของพระเจ้า แต่พวกเขาได้หันเสียจากพระองค์ ดังนั้นพวกเขาต้องหันกลับทันทีและสมบูรณ์ เป็นการหันจากความดื้อดึง กลับสู่ความเชื่อในพระคุณพระเจ้า อำนาจในการเชื่อฟังและพลังที่จะเชื่อฟังต่อไปได้มาจากพระคริสต์ ผู้ทรงพระชนม์อยู่เพียงผู้เดียวกเท่านั้น พลังที่ทำให้เราเชื่อฟังได้นั้นมาจากฤทธิ์เดชของการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ด้วยความรู้ที่เรามี ปัญญาที่เรามี หรือด้วยความสามารถของเราเอง ถ้าเราคิดเช่นนั้น เราจะล้มเหลวและพ่ายแพ้ต่ออำนาจบาปแน่นอน แต่หากเรายึดพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นองค์จอมเจ้านายและเป็นพลัง ด้วยการเชื่อฟัง การยอมจำนน หมายถึง การยอมต่อพระองค์อย่างสิ้นเชิง อยมทุกอย่างเพื่อให้พระองค์มีส่วนในชีวิตอย่างเต็มขนาด จำนนต่อพระคริสต์ไม่เพียงเพื่อพ้นจากความดื้อดึง หรือเพี่อความสุขเท่านั้น แต่ต้องดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง สรุป ความเชื่อฟังของพระคริสต์ “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณากระทั่งความมรณาที่กางเขน” การเชื่อฟัง คือทางเดียวเท่านั้นที่รักษาสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระคริสต์อย่างต่อเนื่องได้ และโดยความเชื่อที่ปราศจากการสงสัย ทำให้เป้าหมายสำเร็จเป็นจริงได้ “ถ้าพระเจ้าบัญชาให้ฉันเดินผ่านกำแพงอิฐ หน้าที่ของฉันคือเดินไป พระเจ้าจะจัดการทลายกำแพง และเปิดทางให้ฉันเอง” อาเมน.... Friday, 17 May 2013 15:31
รับสมัครผู้ช่วยผู้ประสานงานคริสตจักรภาค1 »คุณสมบัติและขอบข่ายหน้าที่ผู้ช่วยผู้ประสานงานคริสตจักรภาคที่ 1 ************************ คุณสมบัติของผู้ช่วยผู้ประสานงานคริสตจักรภาคที่ 1 1. เพศ หญิง หรือ ชาย อายุ 20-30 ปี บริบูรณ์ 2. 2.จบการศึกษาระดับ ประกาศณียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ( ปวส.) ขึ้นไป หรือเที่ยบเท่่า ทุกสาขา (ถ้าจบ ป.ตรี ศาสนศาสตร์จากสถาบันที่สภาฯรับรองจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ) . 3.เป็นสมาชิกสมบูรณ์ของคริสตจักรท้องถิ่นที่สังกัดคริสตจักรภาคที่ 1 4. มีบุคลิกภาพดี มีมนุษยสัมพันธ์ และติดต่อประสานงานภายในคริสตจักรภาคที่1 5. สามารถเขียน วิเคราะห์ วางแผนงาน แผนปฏิบัติการ และดำเนินงานตามแผนงานได้ดี 6. 6. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานในระดับดีใช้ในการจัดพิมพ์และจัดเก็บข้อมูลได้ 7. 7, สามารถเดินทางและพักแรมนอกสถานที่ได้ ในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลา 8. 8, สามารถเดินทางประสานงานกับอนุชนในภาคที่ 1 และนอกเหนือจากภาคที่ 1 ตามความเหมาะสม 9. 9, มีความสามารถนำสันทนาการ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ 10. 10. มีความสามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสารได้จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ   ขอบเขตหน้าที่ของผู้ช่วยผู้ประสานงานคริสตจักรภาคที่ 1 1. ประสานงานตามแผนงานที่รับการสนับสนุนจากโครงการต่างๆ ของสภาคริสตจักรในประเทศไทย 2. เป็นผู้ช่วยติดต่อประสานงานในการวางแผนงาน แผนปฏิบัติการ และวิธีปฏิบัติของคริสตจักรภาคให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนงานของสภาคริสตจักรในประเทศไทย 3. 3, เป็นผู้ช่วยผู้ประสานงานติดตามการดำเนินโครงการ การอบรมสัมมนา และจัดทำรายงานให้คริสตจักรภาค และสภาคริสตจักรในประเทศไทยตามขั้นตอน 4. 4, เป็นผู้ช่วยติดต่อประสานงานให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างคริสตจักรท้องถิ่น คริสตจักรภาค หน่วยงาน และสถาบันในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย 5. 5, 5, เยี่ยมเยียนและประสานงาน/นำกิจกรรมอนุชนร่วมกับคณะอนุชนคริสตจักรภาคที่1 6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ผู้ประสานงานและคณะกรรมการดำเนินงานคริสตจักรมอบหมาย 7. 7, ประสานงานด้านกิจกรรม ข้อมูล กับอนุชนในระดับภาค เขตอภิบาล และคริสตจักรท้องถิ่นในคริสตจักรภาคที่ 1 8. ประสานงานกับอนุชนสภาคริสตจักรฯ หน่วยงานอนุชน ภาคอื่น ๆ สังกัดอื่น ๆ นอกสภาคริสตจักรฯทั้งในและต่างประเทศ เอกสารประกอบการสมัคร 1. - รูปถ่าย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ 2. - สำเนาบัตรประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ 3. - สำเนาหลักฐานการศึกษา จำนวน 1 ฉบับ 4. - จดหมายรับรองจากคริสตจักรต้นสังกัด จำนวน 1 ฉบับ 5. - ประวัติส่วนตัว (Resume)โดยย่อ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2013  และสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานคริสตจักรภาคที่ 1 หรือสามารถโทรติดต่อสอบถามที่สำนักงานคริสตจักรภาค  หมายเลข 053-243511; 086-4313454 Tuesday, 14 May 2013 15:10
เหตุผลของไม้กางเขน »เหตุผลของกางเขน 1 ยอห์น 3:8 ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร วันพฤหัสบดีก่อนวันอิสเตอร์ มนุษย์เรามีการแสดงออกถึงสัมพันธภาพต่อสกันได้หลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อผู้ที่คุ้นเคยเชิญเรามารับประทานอาหารที่บ้านก็จะเป็นการสร้างความสนิทสนมใหมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวอยู่รอบโต๊ะอาหารเราก็จะเข้าใจนิสัยใจคอของเขาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และคืนวันนี้พระเยซูคริสต์ทรงรับประทานอาหารกับเหล่าสาวกในพิธีมหาสนิทที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นนั้น เป็นการรับประทานอาหารแบบครอบครัว พระเยซุคริสต์ทรงเชิญให้เราทั้งหลายร่วมโต๊ะนี้ด้วย นั่นเป็นการยืนยันว่าเรามิได้เป็นคนแปลกหน้าหรือคนที่เพียงแต่เคยรู้จักกันอีกต่อไป แต่เราเป็นพระสหายของพระองค์ คำเชื้อเชิญและการรับประทานอาหารที่เราดื่มร่วมกับพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ยิ่งเพิ่มความสัมพันธภาพให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คืนนี้ พระคริสต์มิได้เชื้อเชิญให้เรามาร่วมดื่มกับพระองค์เพียงลำพัง แต่กับพระองค์และครอบครัวของพระองค์ที่พระเจ้าทรงประทานให้ ดังนั้นพระเยซูจึงแสดงอุปนิสัยของพระองค์ให้เราได้เห็น เพราะในขณะที่เรารู้ว่าพระคริสต์ทรงรักเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สำคัญกว่านั้นอีกก็คือ เรารู้ว่าพระองค์รักทุกคนในครอบครัวของพระองค์ แขกทุกคน เพื่อนร่วมสังคมทั้งคนที่เราเป็นห่วงและไม่เป็นห่วง คนที่เรายอมรับและไม่ยอมรับเป็นเพื่อน ทั้งคนที่มีนิสัยคล้ายกับเราหรือไม่ก็ตาม เราต้องจำลองความรักที่ไม่มีข้อแม้ของพระองค์มา ถ้ามิฉะนั้นแล้วพระเยซูก็เตือนว่า อาหารทิพย์จากสวรรค์ในงานมงคลของพระองค์ก็จะกล่ายเป็นขนมปังขึ้นรา และน้ำองุ่นเปรี้ยวแห่งการสาปแช่งในปากของเราเอง แต่สำหรับผู้ที่รับอย่างสมควรที่รับ และร่วมแบ่งปันกับเพื่อนบ้านแล้ว สิ่งนั้นก็จะเป็นพระพรและความชูใจอย่างยิ่ง พระธรรมตอนนี้ตั้งแต่ข้อ 1 เป็นต้นไป ได้บอกว่าเราเป็นใคร คือเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า ข้อ 2 บอกว่าเรากำลังเปลี่ยนไปเป็นใคร คือเป็นภาพสะท้อนของพระเจ้าและในบทนี้คือบทที่ 3 ยอห์น บอกว่าเราจะได้รับอะไร เมื่อเราเติบโตเหมือนพระเจ้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพระธรรมตอนนี้ ได้บอกว่ามนุษย์ทุกคนทีจุดอ่อนให้ล่อลวงและมีนิสัยบางอย่างที่แก้ไขได้ยาก เนื่องจากจุดอ่อนเหล่านี้คือที่มั้นของซาตาน ฉะนั้นเราจำเป็นต้องจัดการกับจุดอ่อนเหล่านี้ ยอห์นกำลังพูดถึงคนที่ทำบาปเป็นนิสัยและพยายามจะเอาชนะบาปนั้น และจะชนะอำนาจของบาปได้ก็ต้องด้วยวิถีแห่งกางเขนเท่านั้น 1ยอห์น 3:8 บอกว่าพระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรกกฏก็เพราะด้วยเหตุนี้ คือเพียงทรงทำลายกิจการของมาร วิธีทำลายกิจการของมารได้ด้วยเหตุผลของกางเขนคือการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซุคริสต์ ดังนั้นการที่จะเอาชนะบาปที่ติดเป็นนิสัยนั้นต้องกระทำ 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 มีสันติสุขในพระเจ้าอย่างต่อเนื่องด้วยการแสวงหาอำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์และพระวจนะพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน ซึ่งสันติสุขนั้นสำแดงออกด้วยความชื่นชมยินดี (โรม 5:1) 1เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึง(หรือ ให้เรา) มีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา นั้นหมายถึง เรามัสันติสุขกับพระเจ้า หมายความว่า เราได้คืนดีกับพระองค์ ไม่เป็นปฏิปักษืต่อกัน ไม่มีความบาปมากีดขวางความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า และสันติสุขกับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เพราะพระเยซูทรงไถ่ความบาปของเราด้วยกางเขนคือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนเท่านั้น และสันติสุขนี้คนทั่วไปไม่มี และไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ขั้นตอนที่ 2 ผู้นั้นต้องหนีจากตัณหาโดยพระเจ้าให้สิทธิพิเศษได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่ คือ ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้ยืนอยู่ในร่มพระคุณของพระเจ้า (โรม 5:2) โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่และเรา(หรือ ให้เรา) ชื่นชมยินดีในความไว้วางใจ ว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า อ.เปาโลบอกว่า ในฐานะผู้เชื่อบัดนี้เรายืนอยู่ในตำแหน่งที่มีสิทธิพิเศษอันสูงสุด ไม่เพียงแต่พระเจ้าประกาศว่าเราไม่ผิดเท่านั้น พระองค์ยังทรงนำเราเข้ามาใกล้พระองค์ แทนที่จะเป็นศัตรู เรากลับกลายเป็นมิตรของพระเจ้า และสำคัญที่สุดได้รับสิทธิให้เป็นบุตรของพระองค์ (กาลาเทีย 4:5) เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร อ.เปาโลยังกล่าวไว้ใน 1โครินธ์ 13:13 13ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด พระธรรมข้อนี้เป็นหัวใจของชีวิตคริสเตียน ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าพระบิดา เริ่มต้นด้วยความเชื่อ ซึ่งช่วยให้เราตระหนักว่าเราได้รอดพ้นจากอดีตของเราโดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ ขั้นตอนที่ 3 ผู้นั้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระกายของพระคริสต์ โดยมีส่วนในพระสิริของพระเจ้า โดยพระเยซูคริสต์ทรงมอบให้ผู้เชื่อทุกคนผ่านทางไม้กางเขน การมีส่วนในพระสิริ จะตรงข้ามกับ การเสื่อมพระสิริ (โรม 5:2-3) โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่และเรา(หรือ ให้เรา) ชื่นชมยินดีในความไว้วางใจ ว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น เรา(หรือ ให้เรา) ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน 4และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ 5และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว หมายความว่า ผู้เชื่อจะประสบกับความทุกข์ยากซึ่งช่วยให้เราเจริญขึ้น ปัญหาที่เราเผชิญอยู่จะช่วยพัฒนาความอดทนของเรา ซึ่งจะเสริมสร้างบลักษณะนิสัยของเราให้เข้มแข็งขึ้น ทำให้เราวางใจในพระเจ้า และมีความมั่นใจในอนาคตมากยิ่งขึ้น สรุป ท่านทั้งหลายจะเอาชนะต่ออำนาจของบาปที่ครอบงำชีวิตได้ต้องกระทำสามขั้นตอนนี้ คือ - ต้องมีสันติสุขในพระเจ้าอย่างต่อเนื่องด้วยการแสวงหาอำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์และพระวจนะพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน - ผู้นั้นต้องหนีจากตัณหาโดยพระเจ้าให้สิทธิพิเศษได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่ - ผู้นั้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระกายของพระคริสต์ โดยมีส่วนในพระสิริของพระเจ้า โดยพระเยซูคริสต์ทรงมอบให้ผู้เชื่อทุกคนผ่านทางไม้กางเขน พี่น้องที่รัก แล้วท่านทั้งหลายทำหรือยัง???? อาเมน......... Thursday, 11 April 2013 15:26

...Latest News...เนื้อหาอัพเดทวันนี้...

www.cctpak1.org

ประเวณีดำหัวปี๋ใหม่เมืองของคริสตจักรภาคท1

ประเวณีดำหัวปี๋ใหม่เมือง โดยคณะศิษยาภิบาลคริสตจักรภาค 1 ร่วมกับคณะกรรมการดำเนินงานคริสตจักรภาค 1 ได้เชิญศาสนาจารย์อาวุโส และศิษยาภิบาลอาวุโส และกล่าวอวยพรโดยผู้แทนอาวุโส คือ ศจ.บุญมา  วรรณาลัย  ส่วนผู้แทนคณะศิษยาภิบาลคือ ศจ.ธีรพงษ์  ชัยศรี ประธานคณะศิษยาภิบาลภาค กล่าวขอสุมาลาโทษ ในวันศุกร์ที่  26 เมษายน 2013  ณ สำนักงานคริสตจักรภาค 1

Last Updated (Friday, 26 April 2013 14:54)

 
05
Image Detail
01
Image Detail
ประชุมคณะธร...
Image Detail
03
Image Detail
ประชุมคณะธร...
Image Detail
พิธีแต่งตั้...
Image Detail
04
Image Detail
01
Image Detail
พิธีแต่งตั้...
Image Detail
04
Image Detail
http://www.facebook.com

Polls แสดงความคิดเห็น
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการเยียวยามาก ?
 
Who's Online
We have 6 guests and 2 members online
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday128
mod_vvisit_counterYesterday673
mod_vvisit_counterThis week2585
mod_vvisit_counterLast week2805
mod_vvisit_counterThis month8212
mod_vvisit_counterLast month7863
mod_vvisit_counterAll days85831